Subscribe For Free Updates!

We'll not spam mate! We promise.

Wednesday, April 29, 2015

วิธีทำทอดมันพันตะไคร้ เมนูอร่อยแบบใหม่




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณเนินน้ำ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม

          ใครที่เบื่อกินทอดมันแบบเดิม ๆ ลองมาดูไอเดียการทำทอดมันแบบใหม่ที่น่ากินกว่า โดยดัดแปลงด้วยการใส่กุ้งแล้วจับไปพันกับต้นตะไคร้ได้กลิ่นหอม ๆ ราดหน้าด้วยกะทิ แต่งให้คล้าย ๆ กับห่อหมก จาก คุณเนินน้ำ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ออกมาดูดี น่ากินทีเดียวเชียว

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1.           เนื้อปลาอินทรี
  2.           กุ้งสด
  3.           พริกแกงแดง
  4.           ไข่
  5.           ถั่วฝักยาว
  6.           ใบมะกรูด
  7.           ใบโหระพา
  8.           น้ำปลา
  9.           น้ำตาลทราย
  10.           ตะไคร้
  11.           พริกชี้ฟ้าแดง
  12.           กะทิ
  13.           แป้งข้าวเจ้า

ส่วนผสม น้ำจิ้มอาจาด

  1.           น้ำส้มสายชู
  2.           น้ำตาลทราย
  3.           เกลือ
  4.           แตงกวา
  5.           หอมแดง
  6.           พริกชี้ฟ้าแดง

วิธีทำ



          1. สำหรับผู้ที่จะทำทอดมันเอง โขลกหรือปั่นเนื้อปลากับน้ำพริกแกงให้เหนียว จากนั้นใส่ไข่ไก่ ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลทราย ใส่ถั่วฝักยาวซอย ใบโหระพา และใบมะกรูด แล้วลองเอาไปทอดชิมรสดูก่อนก็ได้นะคะ เรามีแบบสำเร็จรูปมาเลยนะคะ  แต่เอามาเพิ่มใบมะกรูดอีกหน่อยนึง



          2. เดอะแก๊งบอกว่าเราเป็นเจ้าแม่กุ้ง เพราะฉะนั้นใส่กุ้งลงไปด้วย กุ้งตัวใหญ่เลยผ่าครึ่งตามยาว แล้วนวดให้เข้ากัน



          3. จากนั้นก็นำมาพันตะไคร้ อย่าหนามากเดี๋ยวจะทอดสุกยาก





          4. ต่อจากนั้นก็นำลงทอดในกระทะที่มีน้ำมันร้อน ทอดด้วยไฟปานกลางจนสุกดี อย่าใช้ไฟแรง เดี๋ยวจะไหม้ก่อนที่ข้างในจะสุก



          5. ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน เราปั้นหนาแล้วกลัวไม่สุกเลยทอดนานสีเลยเข้มไปหน่อย



          6. จากนั้นก็จัดใส่จาน หยอดหน้าด้วยกะทิ โรยพริกชี้ฟ้าแดง เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มอาจาด อร่อยดี เวลาทานได้กลิ่นหอมตะไคร้ด้วยค่ะ

          นอกจากจะทำออกมาเป็นเมนูใหม่ที่น่ากินกว่าเดิมแล้ว ยังได้รสชาติแปลกใหม่ ได้กลิ่นกอมของตะไคร้อีกด้วย ลองทำกันดูนะคะ

Tuesday, April 28, 2015

วิธีทำปลาทอดผัดเขียวหวาน



ปลาทอดผัดเขียวหวาน
(Mother&Care)
ภาพ : ฐานทอง/Stylist อุษา

ส่วนผสม

  1.          เนื้อปลา (หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ) 1 ชิ้นใหญ่
  2.          พริกแกงเขียวหวาน 2 ช้อนโต๊ะ
  3.          นมสด
  4.          กระชายซอย ¼ ถ้วยตวง
  5.          ใบโหระพา ½ ถ้วยตวง
  6.          มะเขือพวง, แป้งชุบทอด, น้ำมัน, น้ำปลา, น้ำตาลปี๊บ

วิธีทำ

         1. เคล้าเนื้อปลากับแป้งชุบทอดบาง ๆ จากนั้นจึงนำไปทอดพอสุกจึงตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน

         2. ตั้งกระทะเติมน้ำมันเล็กน้อย ใส่พริกแกงเขียวหวานลงไปผัดจนหอม ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บและน้ำปลา

         3. ใส่เนื้อปลาทอด มะเขือพวง กระชายซอย ลงไปผัดให้เข้ากัน เติมนมสดลงไปเล็กน้อยพอให้ขลุกขลิก

         4. ผัดจนส่วนผสมสุกและคลุกเคล้าจนเข้ากันดีแล้ว จึงใส่ใบโหระพาลงไปผัดและตักขึ้นใส่จาน เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ

Saturday, April 18, 2015

วิธีทำข้าวเหนียวไก่อบกระเทียมพริกไทย และน้ำจิ้มแจ่ว

ข้าวเหนียวไก่อบกระเทียมพริกไทย และน้ำจิ้มแจ่ว


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณเนินน้ำ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม

          เมนูอาหารที่สามารถกินได้บ่อย ๆ และไม่ค่อยเบื่อ หนึ่งในนั้นก็น่าจะมีเมนูข้าวเหนียวไก่ย่าง ไก่ทอดติดอันดับอยู่ด้วยจริงไหม สำหรับคนที่ชอบกินเราก็มีสูตรเด็ดจาก คุณเนินน้ำ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม มา ฝาก แต่สูตรนี้เพิ่มความพิเศษหลายอย่าง ดูน่ากินกว่าเดิมนะคะ ทั้งข้าวเหนียวใบเตยสีเขียวสวย กินคู่กับไก่อบสูตรพริกไทยดำ แถมเสิร์ฟมาคู่กับน้ำจิ้มแจ่วอีก อื้อหือ เห็นภาพแล้วหิวเลยสิแบบนี้ ใครอยากลองทำก็จดสูตรแล้วเข้าครัวกันเลยดีกว่า
 สิ่งที่ต้องเตรียม (สำหรับหมักไก่)

  1.           น่องไก่ติดสะโพก 700 กรัม
  2.            กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ
  3.            พริกไทย 1 1/2 ช้อนชา
  4.            ซอสหอยนางรม 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  5.            ซีอิ๊วขาว 1 1/2 ช้อนชา
  6.            น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
  7.            เกลือป่นหยาบ 1 1/2 ช้อนชา

 สิ่งที่ต้องเตรียม (สำหรับน้ำจิ้มแจ่ว)

  1.            มะขามเปียก 50 กรัม
  2.           น้ำอุ่น 1 ถ้วย
  3.            น้ำตาลปี๊บ 5 ช้อนโต๊ะ
  4.            น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
  5.            ผักชีฝรั่งซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  6.            หอมแดงซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  7.            พริกป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  8.            ข้าวคั่วป่น 1 ช้อนโต๊ะ

 สิ่งที่ต้องเตรียม (สำหรับข้าวเหนียวนึ่งสีเขียว)

  1.            ข้าวเหนียว 100 กรัม
  2.            น้ำใบเตยผสมสีเขียวแอปเปิ้ล สำหรับแช่ข้าวเหนียว
  3.            น้ำเปล่า สำหรับแช่ข้าวเหนียวและพรมข้าวเหนียว

          หมายเหตุ : สามารถ เปลี่ยนสีของข้าวเหนียวได้ สีชมพูจากน้ำดอกเฟื่องฟ้าผสมสีชมพู สีม่วงจากน้ำดอกอัญชัญผสมสีม่วงหรือชมพูเล็กน้อย สีเหลืองจากน้ำขมิ้นผสมสีเหลือง

วิธีทำ





          แช่ ข้าวเหนียวในน้ำใบเตยประมาณ 2-3 ชั่วโมง ซาวให้สะอาด พักให้สะเด็ดน้ำ เทข้าวเหนียวใส่หวด ปิดฝานำไปนึ่งในน้ำเดือดประมาณ 20 นาที พอนึ่งครบ 15 นาที ให้พลิกข้าวเหนียวด้านล่างขึ้นด้านบนแล้วพรมน้ำเปล่าให้ทั่ว ปิดฝานึ่งต่ออีก 5 นาที หรือจนสุกค่ะ

          (เราเลือกข้าวเหนียวสีเขียวและนึ่งในลังถึงโดยใช้ผ้าขาวบางรองค่ะ ใส่ใบเตยมัดเป็นปมลงไปตอนนึ่งด้วยเพื่อความหอม)



          ล้าง ทำความสะอาดไก่ พักให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นหมักด้วยซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว เกลือ น้ำตาล กระเทียบบุบหยาบ และพริกไทยบุบหยาบ พักไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมง แต่เราไว้ข้ามคืนค่ะ



          นำเข้าเตาอบ อบจนไก่สุกเหลือง ใช้อุณหภูมิประมาณ 200 องศาเซลเซียส นานประมาณ 1 ชั่วโมง


          ใน ระหว่างที่อบไก่ เราก็มาทำน้ำจิ้มแจ่วค่ะ โดยแช่มะขามเปียกในน้ำอุ่นพอนุ่ม คั้นแล้วกรองเอาแต่น้ำ ผสมน้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บและน้ำปลา ยกขึ้นตั้งไฟปานกลางเคี่ยวจนเหนียว เติมพริกป่น ข้าวคั่วป่น คนพอเข้ากันยกลงจากเตา พออุ่นตักใส่ถ้วยโรยด้วยผักชีฝรั่งและหอมแดง

          แต่ถ้าใครต้องการสะดวก ใช้ผงคนอร์ลาบช่วยท่านได้โดยใส่น้ำอุ่นลงไปผสมให้เข้ากัน เติมหอมแดงและผักชีฝรั่งก็เอาอยู่ค่ะ



          ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย จัดใส่จานรองด้วยใบตองซะหน่อยก็พร้อมเสิร์ฟแล้วค่ะ
          
          เวลาหิว ๆ ถ้าได้เมนูไก่อบกับข้าวเหนียวร้อน ๆ แบบนี้มากินล่ะก็ รับรองเกลี้ยงจาน อิ่มจนพุงกลางแหง ๆ อิอิ

วิธีทำลาบแคบหมู



             ถ้า เห็นแค่ชื่อก็คงจะไม่ค่อยคุ้นกันเท่าไหร่ เพราะเคยกินแต่แคบหมูจิ้มน้ำพริกหนุ่ม ไม่ก็กินกับก๋วยเตี๋ยวเรือ วันนี้เราได้สูตรเด็ดน่าสนใจมาจาก คุณครูกุ๊ก เฟซบุ๊ก iCook ที่จับเอาแคบหมูมาผสมผสานทำเป็นอาหารไทยรสคุ้นลิ้นอย่าง ลาบแคบหมู น่าสนใจทีเดียว ถ้าอย่างนั้นเราไปดูวิธีทำลาบแคบหมูกันเลยดีกว่าจ้า

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1.           แคบหมู 200 กรัม
  2.           ใบสะระแหน่ 2 ช้อนโต๊ะ
  3.           น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
  4.           น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  5.           ข้าวคั่ว 1 ช้อนชา
  6.           พริกป่น 1/2 ช้อนชา
  7.           หอมแดงหั่นหยาบ 1/2 ถ้วยตวง
  8.           ใบมะกรูดซอย 2 ใบ
  9.           ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  10.           น้ำพริกเผา 1 ช้อนชา


วิธีทำ


           1. ผสมน้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำพริกเผาเข้าด้วยกัน หรือปรุงรสตามชอบ ผสมน้ำพริกเผาละลายเข้ากันดี

           2. ใส่ใบมะกรูดซอย ตะไคร้ซอย หัวหอมแดง ใบสะระแหน่ และข้าวคั่ว คนให้ส่วนผสมเข้ากัน จึงค่อยใส่แคบหมูลงไปคลุก ตักใส่จาน ตกแต่งด้วยใบสะระแหน่เล็กน้อย

           ไม่ธรรมดาเลยกับเมนูลาบแคบหมูจานนี้ ทั้งทำง่าย ได้เมนูแปลกใหม่ แถมรสชาติยังแซบสะเด็ดอย่าบอกใคร ก็ลองนำไปทำกินกันเล่น ๆ ดูนะคะ

วิธีทำอกเป็ดรมควันจิ้มแจ่ว



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก iCooK

            อาหาร ไทยหลาย ๆ ชนิดสามารถนำไปประยุกต์เป็นเมนูเด็ด ๆ ร่วมกับอาหารชาติอื่นได้มากมาย แถมอร่อยอย่าบอกใครเชียว ก็เช่นเดียวกับเมนูอกเป็ดรมควันจานนี้จาก เฟซบุ๊ก iCooK กินคู่กับน้ำจิ้มแจ่ว ใครเบื่อคอหมูย่าง หรือไก่ย่างแล้ว ก็ลองมาทำ อกเป็ดรมควันจิ้มแจ่ว จานนนี้กินกันดู
สิ่งที่ต้องเตรียม

  1.            อกเป็ดรมควัน
  2.            ไม้ปลายแหลม สำหรับเสียบ อกเป็ด
  3.            มะเขือเทศสีดา สำหรับตกแต่ง
  4.            น้ำจิ้มแจ่ว
  5.            ข้าวเหนียว
  6.            แตงกวา
  7.             ถั่วฝักยาว
  8.            ใบโหระพา
  9.            แครอท
  10.            กรีนโอ๊ค และเรดโอ๊ค


วิธีทำ


           1. สไลซ์อกเป็ดตามแนวยาวให้ได้ 5 ชิ้นต่อ 1 จาน จากนั้นนำไปย่างในกระทะเทฟล่อนแค่พออุ่น (ระวังอย่าให้อกเป็ดแห้งจนเกินไป)

           2. นำมะเขือเทศสีดามาเสียบไม้ ตามด้วยอกเป็ด

           3. แต่งด้วยกรีนโอ๊ค และเรดโอ๊ค เสิร์ฟพร้อมข้าวเหนียว น้ำจิ่มแจ่ว แตงกวา ถั่วฝักยาว ใบโหระพา และแครอท

            ลองนำอกเป็ดลมควันจิ้มแจ่วจานนี้ไปเป็นหนึ่งเมนูเด็ดในปาร์ตี้อาหารอีสานที่บ้านกันดูนะคะ รับรองเด็ด !


Friday, April 17, 2015

วิธีทำดอกชมจันทร์ผัดน้ำมันหอย


          ใครรู้จักดอกไม้สวย ๆ ที่เรียกว่า ดอกชมจันทร์ แบบ นี้หรือเปล่าน้า หลายคนอาจจะเคยเห็นเป็นไม้ดอกไม้ประดับอยู่ในแจกัน แต่รู้ไหมว่าดอกนี้กินได้นะคะ ดอกชมจันทร์ มีหลายชื่อเรียกทั้งดอกพระจันทร์ ดอกจันทร์ ดอกบานดึก ที่มาจากช่วงเวลาที่ดอกไม้ชนิดนี้บานในตอนกลางคืนนั่นเอง

         
ส่วนสรรพคุณของดอกชมจันทร์นั้นเป็นผักที่มีไขมันต่ำและมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ เหมาะจะนำไปปรุงอาหารสำหรับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก มีธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และวิตามินต่าง ๆ เช่น วิตามินบี สามารถแก้ร้อนใน บำรุงเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง ป้องกันโรคดีซ่าน ขับปัสสาวะ และบรรเทาริดสีดวงทวารได้อีกด้วย

          ดอกชมจันทร์สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายเมนู ส่วนเมนูจากดอกชมจันทร์ที่เรานำมาฝากในวันนี้เป็นเมนูง่าย ๆ คือ ดอกชมจันทร์ผัดน้ำมันหอย มีวัตถุดิบไม่กี่อย่าง ลองลงมือกันเลยดีกว่า

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1.           ดอกชมจันทร์ (ดึงเกสรออก) ล้างสะอาด
  2.            พริกขี้หนู
  3.            กระเทียม
  4.            น้ำมันพืช สำหรับผัด
  5.            น้ำมันหอย
  6.            ซอสปรุงรส
  7.            น้ำตาลทราย

วิธีทำ

           1. โขลกพริกกับกระเทียมเข้าด้วยกัน เตรียมไว้

           2. ใส่น้ำมันลงในกระทะ นำขึ้นตั้งไฟพอร้อน ใส่พริกกับกระเทียมโขลกลงผัดจนหอม ใส่ดอกชมจันทร์ลงผัด เติมน้ำเปล่า ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย ซอสปรุงรส และน้ำตาลทราย ผัดพอสุก ตักใส่จาน พร้อมรับประทาน

           Note: หากคุณเคยกินครั้งแรกให้ดึงเกสรเส้น ๆ ของดอกออก เพราะเกสรดอกชมจันทร์มีฤทธิ์เป็นยาระบายมากกว่าส่วนของดอก แล้วนำไปล้างให้สะอาดก่อนปรุงอาหารจานเด็ด

          ถ้าใครอยากเติมเนื้อสัตว์อย่าง กุ้ง หรือเห็ดฟางใส่ลงไปด้วย ก็อร่อยอย่าบอกใครเชียวล่ะค่ะ เมนูแปลกใหม่ ลองทำกันดูนะคะ

วิธีทำห่อหมกทะเล




            อาหารไทยหอมกลิ่นเครื่องแกงที่มักจะถูกสั่งมากินคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ อยู่เป็นประจำ หนึ่งในนั้นก็ต้องมี ห่อหมก รวมอยู่ด้วย สั่งมากินสักกระทงสองกระทง มีหลายแบบให้เลือกกินได้อร่อยสุด ๆ หอมกลิ่นเครื่องแกง อร่อยรสกลมกล่อม ไม่เผ็ดมากจนเกินไป เด็ก ๆ ก็กินได้ วันนี้ เราเลยขอนำวิธีทำห่อหมกทะเล มาฝาก เพิ่มความอร่อยขึ้นไปอีก เอาใจคนชอบกินซีฟู๊ด ใครพร้อมจะลงมือทำแล้วก็มาดูสูตรห่อหมกทะเลได้เลยจ้า


สิ่งที่ต้องเตรียม

  1.             น้ำพริกแกงเผ็ด 100 กรัม
  2.             เนื้อปลากะพง หั่นชิ้นเล็ก 100 กรัม
  3.             ไข่เป็ด 1 ฟอง
  4.             หัวกะทิ หรือกะทิสำเร็จรูป 250 มิลลิลิตร
  5.             น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
  6.             น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  7.             กุ้งสด หั่นชิ้นเล็ก 100 กรัม
  8.             หอยแมลงภู่ 100 กรัม
  9.             ใบมะกรูดซอย
  10.             พริกชี้ฟ้าแดงซอย
  11.             ใบโหระพา หรือกะหล่ำปลีซอย
  12.             หัวกะทิสำหรับหยอดหน้า
  13.             กระทงใบตอง หรือถ้วยกระเบื้อง
  14.             พริกชี้ฟ้าแดง ใบมะกรูดซอย และผักชี สำหรับแต่ง


วิธีทำ

            1. ใส่น้ำพริกแกงเผ็ด เนื้อปลากะพง ไข่เป็ด และกะทิลงในเครื่องปั่น ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ และน้ำปลา ปั่นผสมจนละเอียดเข้ากันดี เทใส่อ่างผสม

            2. ใส่กุ้งสด หอยแมลงภู่ และใบมะกรูดซอย คนผสมให้เข้ากันดี เตรียมไว้

            3. ใส่ใบโหระพาลงในภาชนะ ตามด้วยกะหล่ำปลีซอย ตักส่วนผสมห่อหมกใส่ วางเรียงในชุดนึ่ง

            4. นำห่อหมกไปนึ่งในน้ำเดือด นานประมาณ 10 นาที จนสุก ยกออกจากชุดนึ่ง จัดใส่จาน หยอดหน้าด้วยหัวกะทิ แต่งด้วยพริกชี้ฟ้าแดง ใบมะกรูดซอย และผักชีให้สวยงาม พร้อมเสิร์ฟ

            ห่อหมกทะเลร้อน ๆ จากเตา หอมกลิ่นเครื่องแกงไทย ๆ พร้อมเสิร์ฟแล้วค่า ได้ข้าวสวยร้อน ๆ สักหน่อยคงจะดีเนอะ

วิธีทำผัดหอยลายน้ำพริกเผา



          ใครชอบกินผัดหอยลายบ้างยกมือขึ้น ! แต่เคยเป็นเหมือนกันไหมคะ เวลาสั่งผัดหอยลายตามร้านข้าวราดแกงแบบที่เขาผัดเอาไว้แล้วมากินทีไร พอมากินที่โต๊ะ ปรากฏว่าหอยลายเหลือแต่ฝา เนื้อหายไปหมดเลย สรุปว่าได้กินแต่น้ำผัดกับข้าวเสียอย่างนั้น วันนี้เราเลยนำวิธีทำผัดหอยลายน้ำพริกเผามาฝากไว้ให้คุณลองทำกินเองที่บ้าน แก้แค้นเสียเลย ตัดปัญหาเนื้อหอยลายหายเหมือนผีสิง ลองมาดูวิธีทำ ผัดหอยลายทางนี้เลยจ้า

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1.           หอยลาย ล้างสะอาด 500 กรัม
  2.           พริกขี้หนูกับกระเทียม ปริมาณตามชอบ โขลกละเอียด
  3.           น้ำมันพืช สำหรับผัด
  4.           เต้าเจี้ยว 2 ช้อนโต๊ะ
  5.           น้ำพริกเผา 1 ช้อนโต๊ะ
  6.           น้ำตาลทราย สำหรับปรุงรส
  7.           ใบโหระพา

วิธีทำ

           1. ใส่น้ำลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟจนน้ำเดือด ใส่หอยลายลงลวกพอสุก ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ เตรียมไว้

           2. ใส่น้ำมันลงในกระทะ นำขึ้นตั้งไฟ พอร้อน ใส่พริกกับกระเทียมโขลกลงไปผัดพอหอม ใส่เต้าเจี้ยวลงผัด ตามด้วยน้ำพริกเผา และน้ำตาลทราย ผัดให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ

           3. ใส่หอยลายที่ลวกเตรียมไว้ลงผัดสักครู่ จากนั้นใส่ใบโหระพาลงผัดพอเข้ากัน ปิดไฟ ตักใส่จาน พร้อมรับประทาน

          ถ้า ได้ลองทำผัดหอยลายกินเองแล้ว ทีนี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะได้กินผัดหอยลายผีสิงอีกแล้วล่ะค่ะ อร่อยทั้งน้ำทั้งเนื้อ รสเด็ด เผ็ดจัดจ้าน นี่สิ ถึงจะเรียกว่า อาหารไทยสุดอร่อยอีกหนึ่งจาน

วิธีทำแกงเหลืองปลาแซลมอนมะละกอ




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก Fashion On Food และ เว็บไซต์ ChingCanCook
          ใครที่โปรดปรานอาหารปักษ์ใต้รสจัดคงจะต้องคุ้นเคยกับแกงเหลืองมะละกอกุ้งเป็นอย่างดีแน่ ๆ แกงเหลืองรสเด็ดเผ็ดเปรี้ยวกลมกล่อม แต่ วันนี้เราขอนำเสนอสูตรแกงเหลืองอีกหนึ่งสูตร ที่ดัดแปลงจากเดิมที่เคยใส่กุ้ง คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นเนื้อปลาแซลมอนชิ้นโต ๆ ที่ทำให้แกงเหลืองถ้วยนี้ของคุณดูอินเตอร์ขึ้นมาหน่อย แต่รสเด็ดเผ็ดจัดจ้านเหมือนเดิม เป็นสูตรที่น่าสนใจมาก ๆ ทีเดียวจาก เฟซบุ๊ก Fashion On Food และ เว็บไซต์ ChingCanCook ใครอยากรู้ว่าทำอย่างไร มาดูวิธีทำ แกงเหลืองปลาแซลมอนมะละกอ ทางนี้เลยจ้า
สิ่งที่ต้องเตรียม

  1.           แป้งข้าวโพด
  2.           เกลือ
  3.           น้ำเปล่า
  4.           กุ้ง ปอกเปลือก ผ่าหลัง ดึงเส้นดำออก
  5.           เครื่องแกงส้ม
  6.           กะปิ
  7.           น้ำซุปกระดูกหมู หรือน้ำซุปไก่
  8.           มะละกอ
  9.           น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย น้ำปลา และน้ำมะนาว สำหรับปรุงรส
  10.           ปลาแซลมอน

วิธีทำ


          ผสมแป้งข้าวโพดกับเกลือและน้ำเปล่า แกะกุ้งผ่าหลังดึงเส้นดำออก จากนั้นแช่ในส่วนผสมน้ำแป้งซักครู่ ทั้งนี้เพื่อลดความคาวและช่วยให้กุ้งเด้งด้วยค่ะ



          ล้างกุ้งด้วยน้ำสะอาด



          จากนั้นลวกกุ้งในน้ำเดือดจนสุก แล้วเทน้ำทิ้งไปค่ะ



          ขั้นตอนต่อไปนำกุ้งไปตำในครกจนละเอียด



          ใส่เครื่องแกงลงไปตำด้วย เติมกะปิลงไปนิดหนึ่ง



          ตั้งน้ำซุปกระดูกหมู หรือซุปไก่จนเดือด



          จากนั้นก็ตักน้ำซุปเดือด ๆ ส่วนหนึ่งลงมาในครกที่มีพริกแกง ใช้ทัพพียี ๆ ให้พริกแกงไม่จับเป็นก้อน



          จากนั้นก็ตักพริกแกงใส่ลงไปในน้ำซุป ตั้งน้ำจนเดือด ลดไฟลง แล้วต้มซักพักให้งวดเล็กน้อย



          ใส่มะละกอฝานลงไป ต้มแค่ 15 นาที มะละกอก็จะนิ่มได้ที่แล้วค่ะ ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย น้ำปลา และน้ำมะนาว ชิมจนได้รสที่ชอบ



          สุดท้ายใส่ปลาแซลมอนลงไป ต้มจนสุก พร้อมเสิร์ฟแล้วค่ะ

          ว้าว ! แกงเหลืองปลาแซลมอนมะละกอถ้วยนี้ดูน่ากินไม่เบาเลยนะคะเนี่ย อาหารไทยอร่อยแบบอินเตอร์ ลองทำกันดูนะคะ

Thursday, April 16, 2015

วิธีทำปลาหมักเครื่อง




ป.ปลา เนื้อหอม (Mother&Care)
ภาพ : ฐานทอง/Stylist : อุษา

 ส่วนผสม

  1.          เนื้อปลา / ปลาทั้งตัว (ปลาสำลี, ปลากะพง, ปลาแซลมอน, ปลาคอลลี่ ฯลฯ)
  2.          กระเทียม
  3.          พริกไทย
  4.          รากผักชี
  5.          นมสด
  6.          น้ำมันหอย
  7.          น้ำตาลปี๊บ
  8.          เนยจืด
  9.          ฟอยล์ห่ออาหาร

วิธีทำ

          1. โขลกกระเทียม พริกไทย รากผักชีให้ละเอียด ตักใส่ชามผสม ตามด้วย นมสด เนยจืด น้ำมันหอย และน้ำตาลปี๊บ เคล้าให้ส่วนผสมเข้ากัน

          2. นำเนื้อปลาลงไปเคล้าในชามผสม จากนั้นจึงนำมาวางในฟอลยล์ห่ออาหารตักเครื่องหมักพร้อมน้ำราดบนเนื้อปลาอีก ครั้ง แล้วจึงปิดห่อฟอยล์ นำไปแช่ในตู้เย็นประมาณ 1-2 ชั่วโมง

          3. เมื่อได้เวลาให้นำปลามาย่าง หรืออบจนสุก

วิธีทำต้มผักกาดดอง ซี่โครงหมู






          อาหารไทยประเภทต้มที่กินง่าย ๆ เห็นทีจะเป็นพวกตระกูลแกงจืด ไม่ว่าจะเด็กหรือไปจนกระทั่งคน แก่ก็สามารถกินได้ และเราก็มีเมนูต้มอร่อย ๆ ตระกูลแกงจืดมาฝากกับ ต้มผักกาดดองใส่ซี่โครงหมู เคี่ยวให้เปื่อย ๆ ปรุงรสให้กลมกล่อม เสิร์ฟร้อน ๆ กินกับข้าวสวย ก็น่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจใครหลาย ๆ คนเลยเนอะ อย่างนั้นก็ตามมาจดสูตรแล้วลงมือทำกันเลยจ้า

สิ่งที่ต้องเตรียม

  1.           กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ
  2.           พริกไทยเม็ด 1/2 ช้อนโต๊ะ
  3.           ข่าแก่หั่นแว่น 3 ชิ้น
  4.           น้ำสำหรับต้ม
  5.           ซี่โครงอ่อนหมู หั่นเป็นชิ้น 500 กรัม
  6.           ผักกาดดอง หั่นเป็นชิ้น 400 กรัม
  7.           เกลือป่น 1 ช้อนชา
  8.           ซีอิ๊วขาว
  9.           น้ำตาลทราย

วิธีทำ

           1. โขลกกระเทียมกับพริกไทยเม็ด และข่าเข้าด้วยกันจนละเอียด เตรียมไว้

           2. นำผักกาดดองไปต้มกับน้ำ พอเดือด ตักขึ้นสะเด็ดน้ำ เตรียมไว้

           3. ใส่น้ำลงในหม้อ ใส่เครื่องที่โขลกไว้ นำขึ้นตั้งไฟต้มจนเดือด จากนั้นใส่ซี่โครงอ่อนหมู รอจนเดือดอีกครั้ง ใส่ผักกาดดองลงต้ม หมั่นช้อนฟองอากาศออกจนน้ำซุปเริ่มใส

           4. ปรุงรสด้วยเกลือป่น ซีอิ๊วขาว และน้ำตาลทราย ชิมรสตามชอบ ลดไฟอ่อน เคี่ยวต่อจนหมูและผักกาดดองสุกนุ่ม ตักใส่ถ้วย พร้อมเสิร์ฟ

          ใครจะใจเด็ดกินต้มผักกาดดองใส่ซี่โครงอ่อนหมูถ้วยนี้เพียว ๆ เป็นอาหารลดน้ำหนักได้ก็จะดีมาก ๆ เลยเนอะ อร่อย กลมกล่อม ทำไม่ยากด้วย